วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"เดจาวู"



" เดจาวู"
คือ โลกคู่ขนาน พลังจิตร หรือคิดไปเอง

   ปริศนาเหนื่อธรรมธรรมอีกอย่างหนึ่งที่วิทยาศาสตร์ยังไขคำตอบไม่เด่นชัดนัก
เพื่อนๆเคยไหม ที่บางครั้งมีความรู้สึกว่า ตนเองเคยเกิดประสบกับเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วในอดีต เช่น เวลาเรามายืนอยู่ที่โขดหินบนชายหาดในที่ที่เราเพิ่งจะเคยมาครั้งแรก แต่กลับรู้สึกเหมือนกับว่า เราจำโขดหินนี้ได้จำเหตุการณ์นี้ได้ ราวกับว่ามันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และนี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า“เดจาวู” นั่นเองค่ะ
“เดจาวู”หรือ déjà-vu เป็นคำศัพท์ที่ใช้ครั้งแรกโดย Emile Boirac นักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่ง 
ในหนังสือ L’Avenir des sciences psychiques ซึ่งหมายถึงปรากฏการณ์ที่เรามีความรู้สึกราวกับว่า เคยประสบกับเหตุการณ์เช่นเดียวกับขณะนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งๆที่อาจจะเพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรก โดยปรากฎการณ์นี้คือสิ่งที่เป็นปริศนาของโลก ถึงแม้จะมีทฤษฎีคาดเดาที่รองรับอยู่มากมาย แต่ก็ยังไม่เคยได้รับการพิสูจน์เสียที

                   ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายทฤษฎีใหม่ของการเกิด เดจาวู” ได้แล้ว


โดย Akira O’Connor ศาสตราจารย์ชาวสก็อตคิดว่า เดจาวูเกิดขึ้นจาก การที่สมองตรวจเช็คความทรงจำของเรานั่นเอง
       เพื่อที่จะยืนยันทฤษฎีนี้ Dr. O’Connor ได้สร้างชุดการทดลองเพื่อที่จะดึงปรากฏการณ์เดจาวูของผู้ร่วมทดลองออกมา วิธีการคือจะบอกชุดคำศัพท์ให้กับผู้ร่วมทดลอง โดยที่คำศัพท์นั้นมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ในชุดคำศัพท์จะไม่มีคำศัพท์ที่เป็นจุดเชื่อมโยงของคำศัพท์เหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ชุดคำศัพท์ที่มีคำว่า pillow, bed, night แต่กลับไม่มีคำศัพท์คำว่า sleep อยู่ในนั้น
      ทันทีที่บอกชุดคำศัพท์แก่ผู้ร่วมทดลองเสร็จ ทีมวิจัยจะถามเลยว่า ได้ยินคำศัพท์ที่ประกอบด้วยตัวอักษร ‘s’ หรือเปล่า และคำตอบของผู้ร่วมทดลองก็คือ ไม่แต่หลังจากที่ทิ้งช่วงไปสักพัก ทีมวิจัยก็จะถามคำถามเดิมแก่ผู้ร่วมทดลองอีกครั้ง ในคราวนี้ผู้ร่วมทดลองส่วนใหญ่จะตอบเหมือนกันว่า ‘sleep’ ซึ่งพวกเขาจะเริ่มคิดว่าเคยได้ยินคำนี้จริงๆ เพราะมันสมเหตุสมผลมากที่คำศัพท์นี้จะอยู่ในชุดคำศัพท์พวกนั้น ในตอนนี้สมองของผู้ร่วมทดลองจะแก้ไขความทรงจำเดิมเสียใหม่ และนี่คืออาการที่เรียกว่า เดจาวู นั่นเอง
     จากการสร้างภาพโดยกิจด้วยเรโซแนนท์แม่เหล็ก (functional MRI) แสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเดจาวูนั้น ส่วนของสมองที่ทำงานมากที่สุดคือส่วนของ ‘การตัดสินใจ’ ไม่ใช่ ความทรงจำ
ถึงแม้ว่าทฤษฎีนี้อาจจะดูน่าเชื่อถือมากที่สุดในตอนนี้ อย่างไรก็ตามยังมีข้อมูลที่ต้องเก็บเกี่ยวอีกมากจึงจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าทฤษฎีนี้คือความจริง ซึ่งถ้าหากว่าทฤษฎีนี้เป็นความจริง ก็หมายความว่าเราสามารถไขปริศนาลึกลับอีกหนึ่งอย่างของโลกได้แล้วนั่นเองค่ะ
   แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าวิทยาศาสตร์จะหาคำตอบในเรื่องนี้ได้ แต่เรื่องเกี่ยวกับความฝันสมองหรือหยั่งรู้้อนาคตก็ยังเป็นปริศนาของสมองต่อไป..

วันเเห่งฝัน

ฝันวันอาทิตย์ จะส่งผลไปยัง   ประชาชนทั้งปวง
ฝันวันจันทร์    จะส่งผลไปยัง   ญาติที่สืบสายโลหิต
ฝันวันอังคาร   จะส่งผลไปยัง    บิดา มารดา
ฝันวันพุธ        จะส่งผลไปยัง    บุตร ภรรยา
ฝันวันพฤหัสบดี จะส่งผลไปยัง ครูบาอาจารย์
ฝันวันศุกร์       จะส่งผลไปยัง    วงศ์วานสัตว์พาหนะ
ฝันวันเสาร์      จะส่งผลไปยัง    ตนเอง

ประเภทของความฝัน แบ่งออกเป็น 4 ประเภท
1. บุพนิมิต คือ ฝันที่บอกเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นเหมือนลางบอกเหตุ หรือที่คนต่างชาติเรียกว่า เหตุการณ์ " เดจาวู " ซึ้งฝันประเภทนี้อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น เจ้ากรรมนายเวร ,
ภูติผี , หรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วมาเข้าฝัน เป็นต้นค่ะ
2. จิตนิวร หรือ จิตอาวรณ์ คือ ฝันที่เกิดจากจิตของเราไปฝังใจกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากจนเก็บไปฝัน หรือเรียกว่า " ฝันเฟื่อง " อันเกิดจากจิตปรุงแต่งของกิเลศความโลภ โกรธ หลง นั่งเองค่ะ
3.เทพสังหรณ์ คือ เกิดจาก เทวดาหรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังมีความห่งใยและผูกพันกับเราอยู่ มาเล่าเหตุการณ์ต่างๆให้ฟัง ซึ่งความฝันประเภทนี้ มักจะฝันตอนใกล้ฟ้าสางหรือใกล้สว่างค่ะ
4. ธาตุกำเริบ คือ ฝันที่เกิดจากสภาพร่างกายเกิดความแปรปรวน เช่น ฝันว่าจมน้ำ ฝันว่าตกจากที่สูง ส่วนใหญ่เกิดจากร่างกายเจ็บป่วยไมสบาย เมื่อนอนหลับจึงเกิดฝันร้าย

* สำหรับท่านใดมีความฝันที่แปลกประหลาดฝันร้าย ฝันดีประการใดร่วมพูดคุยเล่าสู่กันฟังนะคะ

อะไรอยู่ในบ้าน               หลายคนอาจเคยเห็นสถานที่รถร้างหลายแห่ง เช่น บ้านร้าง อาคารร้าง โรงเเรม แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าสถานที่รถร้างเหล...