วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560

อะไรอยู่ในบ้าน

              หลายคนอาจเคยเห็นสถานที่รถร้างหลายแห่ง เช่น บ้านร้าง อาคารร้าง โรงเเรม แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าสถานที่รถร้างเหล่านั้นเมื่อปราศจากคนเเล้ว สิ่งใดที่จะอยู่กัน คุณคงคิดว่าเป็นฝุ่นจำนวนมหาศาล ไม้เลื้อยรกรุงรัง นกน้อยที่ทำรังกกไข่ ใช่ค่ะล้วนมีแต่สิ่งสกปรก และความเหงาซึ่งในอดีตเคยมีแต่ความสุข สนุกสนานของครอบครัวครอบครัวหนึ่ง แล้วเหตุใดพวกเขาจึงทอดทิ้งบ้านอันเเสนอบอุ่นได้ลงคอ บ้านที่พวกเขาร่วมกันสร้างด้วยความรักเพื่ออนาคตของลูกหลาน บ้านที่เป็นเสมือนสมบัติของพวกเขา บ้านซึ่งเป็นที่รักของข้าพเจ้า เขาได้ทอดทิ้งมาด้วยเหตุผลส่วนตัวเพราะคิดว่าบ้านเป็นแค่กองไม้เก่าๆไม่มีชีวิต ไม่มีความรู้สึกและไม่มีลมหายใจ แต่เหตุใดข้าพเจ้ารู้สึกว่าบ้านที่ข้าพเจ้าเคยอยู่กำลังร้องไห้และรอคอยการกลับมาของเจ้าของอยู่ทุกวัน หรือข้าพเจ้าคิดถึงบ้านมากจนเกินไปจนเก็บมาฝันได้บ่อยครั้ง แต่ละเหตุการก็มีผู้คนเเปลกหน้าอยู่ในบ้านกันมากมาย ผู้คนเหล่านั้นแต่งกายโบราณแปลกตาหน้าตายิ้มแย้มต้อนรับการกลับมาของสมาชิก บ้านใหญ่ผู้แสนเหงาหงอยกับจิตใจของข้าพเจ้าที่เเสนปวดร้าว ข้าพเจ้าอยากกลับบ้านเหลือเกิน คิดถึงความทรงจำเก่าๆจัง

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"เดจาวู"



" เดจาวู"
คือ โลกคู่ขนาน พลังจิตร หรือคิดไปเอง

   ปริศนาเหนื่อธรรมธรรมอีกอย่างหนึ่งที่วิทยาศาสตร์ยังไขคำตอบไม่เด่นชัดนัก
เพื่อนๆเคยไหม ที่บางครั้งมีความรู้สึกว่า ตนเองเคยเกิดประสบกับเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วในอดีต เช่น เวลาเรามายืนอยู่ที่โขดหินบนชายหาดในที่ที่เราเพิ่งจะเคยมาครั้งแรก แต่กลับรู้สึกเหมือนกับว่า เราจำโขดหินนี้ได้จำเหตุการณ์นี้ได้ ราวกับว่ามันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และนี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า“เดจาวู” นั่นเองค่ะ
“เดจาวู”หรือ déjà-vu เป็นคำศัพท์ที่ใช้ครั้งแรกโดย Emile Boirac นักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่ง 
ในหนังสือ L’Avenir des sciences psychiques ซึ่งหมายถึงปรากฏการณ์ที่เรามีความรู้สึกราวกับว่า เคยประสบกับเหตุการณ์เช่นเดียวกับขณะนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งๆที่อาจจะเพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรก โดยปรากฎการณ์นี้คือสิ่งที่เป็นปริศนาของโลก ถึงแม้จะมีทฤษฎีคาดเดาที่รองรับอยู่มากมาย แต่ก็ยังไม่เคยได้รับการพิสูจน์เสียที

                   ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายทฤษฎีใหม่ของการเกิด เดจาวู” ได้แล้ว


โดย Akira O’Connor ศาสตราจารย์ชาวสก็อตคิดว่า เดจาวูเกิดขึ้นจาก การที่สมองตรวจเช็คความทรงจำของเรานั่นเอง
       เพื่อที่จะยืนยันทฤษฎีนี้ Dr. O’Connor ได้สร้างชุดการทดลองเพื่อที่จะดึงปรากฏการณ์เดจาวูของผู้ร่วมทดลองออกมา วิธีการคือจะบอกชุดคำศัพท์ให้กับผู้ร่วมทดลอง โดยที่คำศัพท์นั้นมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ในชุดคำศัพท์จะไม่มีคำศัพท์ที่เป็นจุดเชื่อมโยงของคำศัพท์เหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ชุดคำศัพท์ที่มีคำว่า pillow, bed, night แต่กลับไม่มีคำศัพท์คำว่า sleep อยู่ในนั้น
      ทันทีที่บอกชุดคำศัพท์แก่ผู้ร่วมทดลองเสร็จ ทีมวิจัยจะถามเลยว่า ได้ยินคำศัพท์ที่ประกอบด้วยตัวอักษร ‘s’ หรือเปล่า และคำตอบของผู้ร่วมทดลองก็คือ ไม่แต่หลังจากที่ทิ้งช่วงไปสักพัก ทีมวิจัยก็จะถามคำถามเดิมแก่ผู้ร่วมทดลองอีกครั้ง ในคราวนี้ผู้ร่วมทดลองส่วนใหญ่จะตอบเหมือนกันว่า ‘sleep’ ซึ่งพวกเขาจะเริ่มคิดว่าเคยได้ยินคำนี้จริงๆ เพราะมันสมเหตุสมผลมากที่คำศัพท์นี้จะอยู่ในชุดคำศัพท์พวกนั้น ในตอนนี้สมองของผู้ร่วมทดลองจะแก้ไขความทรงจำเดิมเสียใหม่ และนี่คืออาการที่เรียกว่า เดจาวู นั่นเอง
     จากการสร้างภาพโดยกิจด้วยเรโซแนนท์แม่เหล็ก (functional MRI) แสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเดจาวูนั้น ส่วนของสมองที่ทำงานมากที่สุดคือส่วนของ ‘การตัดสินใจ’ ไม่ใช่ ความทรงจำ
ถึงแม้ว่าทฤษฎีนี้อาจจะดูน่าเชื่อถือมากที่สุดในตอนนี้ อย่างไรก็ตามยังมีข้อมูลที่ต้องเก็บเกี่ยวอีกมากจึงจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าทฤษฎีนี้คือความจริง ซึ่งถ้าหากว่าทฤษฎีนี้เป็นความจริง ก็หมายความว่าเราสามารถไขปริศนาลึกลับอีกหนึ่งอย่างของโลกได้แล้วนั่นเองค่ะ
   แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าวิทยาศาสตร์จะหาคำตอบในเรื่องนี้ได้ แต่เรื่องเกี่ยวกับความฝันสมองหรือหยั่งรู้้อนาคตก็ยังเป็นปริศนาของสมองต่อไป..

วันเเห่งฝัน

ฝันวันอาทิตย์ จะส่งผลไปยัง   ประชาชนทั้งปวง
ฝันวันจันทร์    จะส่งผลไปยัง   ญาติที่สืบสายโลหิต
ฝันวันอังคาร   จะส่งผลไปยัง    บิดา มารดา
ฝันวันพุธ        จะส่งผลไปยัง    บุตร ภรรยา
ฝันวันพฤหัสบดี จะส่งผลไปยัง ครูบาอาจารย์
ฝันวันศุกร์       จะส่งผลไปยัง    วงศ์วานสัตว์พาหนะ
ฝันวันเสาร์      จะส่งผลไปยัง    ตนเอง

ประเภทของความฝัน แบ่งออกเป็น 4 ประเภท
1. บุพนิมิต คือ ฝันที่บอกเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นเหมือนลางบอกเหตุ หรือที่คนต่างชาติเรียกว่า เหตุการณ์ " เดจาวู " ซึ้งฝันประเภทนี้อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น เจ้ากรรมนายเวร ,
ภูติผี , หรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วมาเข้าฝัน เป็นต้นค่ะ
2. จิตนิวร หรือ จิตอาวรณ์ คือ ฝันที่เกิดจากจิตของเราไปฝังใจกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากจนเก็บไปฝัน หรือเรียกว่า " ฝันเฟื่อง " อันเกิดจากจิตปรุงแต่งของกิเลศความโลภ โกรธ หลง นั่งเองค่ะ
3.เทพสังหรณ์ คือ เกิดจาก เทวดาหรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังมีความห่งใยและผูกพันกับเราอยู่ มาเล่าเหตุการณ์ต่างๆให้ฟัง ซึ่งความฝันประเภทนี้ มักจะฝันตอนใกล้ฟ้าสางหรือใกล้สว่างค่ะ
4. ธาตุกำเริบ คือ ฝันที่เกิดจากสภาพร่างกายเกิดความแปรปรวน เช่น ฝันว่าจมน้ำ ฝันว่าตกจากที่สูง ส่วนใหญ่เกิดจากร่างกายเจ็บป่วยไมสบาย เมื่อนอนหลับจึงเกิดฝันร้าย

* สำหรับท่านใดมีความฝันที่แปลกประหลาดฝันร้าย ฝันดีประการใดร่วมพูดคุยเล่าสู่กันฟังนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560

บันทึกความทรงจำ...แห่งความฝัน

         

งานเลี้ยงปีศาจ




          ในค่ำคืนวันที่ 6 ตุลาคม 2560 ดิฉันฝันเห็นโรงเรียนตอนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมต้น โรงเรียนนี่เป็นโรงเรียนเล็กๆในหมู่บ้านฉัน  และคุณครูที่ยังคุ้นหน้าคุ้นตาดีอยู่อีกสองสามท่าน กับกลุ่มคนปริศนาแต่งกายผ้าคลุมสีดำกลุ่มหนึ่ง ในฝันฉันไม่ได้เป็นนักเรียน แต่เป็นศิษย์เก่าที่อาศาสมัครมาช่วยงานโรงเรียน คุณครูบอกว่าในฉันรับหน้าที่ออกแบบซุ้มทางเข้างาน ฉันจึงตกลงรับหน้าที่ออกแบบซุ้มเพราะในความเป็นจริงแล้วฉันก็เรียนจนในสายนี้มา ฉันควานหาสมุดสเก็ตงานในกระเป๋าเป้สีแดงของฉัน( ในโลกความจริงฉันไม่เคยมีกระเป๋าใบนี้เลย - - )  ในกระเป๋าฉันเห็นโทรศัพท์มือถือหน้าตาไม่คุ้นอยู่เครื่องหนึ่ง ฉันคิดว่าของใครกันจึงกดเปิดหน้าจอดู ซึ่งเมื่อกดเปิดภาพหน้าจอปรากฎรูปผู้ชายคนหนึ่งไม่สวมเสื้อ ผมยาวสีขาวคล้ายขนแมวเปอร์เซีย - -  หน้าตาเกลี้ยงเกลาสะอาด แต่ที่แปลกกว่านั้นคือรูปทรงหูที่แหลมยาวคล้ายเอลฟ์ในภาพยน์ ฉันคิดว่าเขาไม่ใช่คนแนนอน ฉันเก็บโทรศัพท์เครื่องนั้นเข้ากระเป๋าและเริ่มออกแบบซุ้มงานต่อ คุณครูให้คอนเซ็ปการตกแต่งว่าต้องมีลวดลายใบไม้ ใบหญ้าและมีสัตว์โบราณประดับอยู่ (เป็นสัตว์รูปร่างแปลกตา) เมื่อดิฉันเริ่มออกแบบ เหล่ากลุ่มคนผ้าคลุมดำก็กำลังออกแบบตกแต่งภายในงานอยู่เช่นกัน เมื่อได้แบบที่ต้องการ ฉันยืนแบบให้คนจัดสถานที่ นั้นก็คือคนชุดดำจัดต่อ แต่แล้วสายตาฉันก็เหลือบไปเห็นมือที่ยืนออกมาจากผ้าคลุม มือที่มีลักษณะผอมแห้งราวหนังหุ้มกระดูกกับเล็บที่แหลมยาวสีคล้ำ ด้วยความตกใจฉันรีบยืนแบบสเก็ตงานทันทีในใจคิดว่า"วันนี้จะเจอตัวอะไรอีกหล่ะเนี่ย - - " ไม่นานภายในงานก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มีลุงแก่ๆผมขาวนั่งวิวแชร์คนหนึ่งมาใกล้ๆฉัน แกถามฉันว่า " เจ้าลาลาเต้อยู่ที่ไหน" ฉันตอบไปว่าเขาหลับอยู่บนห้องสมุด(ฉันตอบไปทั้งงงๆแต่ในสมองสั่งการเหมือนรู้) แล้วฉันก็คิดออกว่าลาลาเต้อาจเป็นคนเดียวกับคนที่อยู่ในโทรศัพ ในฝันดูเหมือนว่าฉันกับเขาจะเป็นคนรู้จักกัน  ใกล้ค่ำบรรยากาศภายในงานประดับด้วยแสงไฟสวยงามระยิบระยับ สไตล์การแต่งงานก็ดูแปลกตาราวกับกำลังท่องเที่ยวอยู่ในป่ายุคโบราณแบบตะวันตกเหมือนจำลองเมืองปีศาจโบราณ  "ปีศาจ!! " ฉันคิดออกแล้วคนพวกที่มาอยู่ในโรงเรียนนี้ต้องเป็นปีศาจแน่ๆ พลพค่ำแล้วเหล่าคนในผ้าคลุมดำค่อยๆเปิดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นร่างมนุษย์คลึ่งปีศาจนานๆชนิด ในความฝันฉันรู้สึกตื่นตาตื่นใจมากที่ได้เห็นปีศาจตัวเป็นๆตรงหน้าถึงแม้จะเป็นเพียงความฝันก็ตาม ปีศาจเหล่านั้นดูเป็นมิตรกับคุณครูและมนุษย์ทุกคนในงาน ต่างจากที่เห็นในทีวีที่มีปีศาจทำร้ายกัดกินมนุษย์ ฉันคิดว่าที่ฉันฝันเรื่องนี้มันอาจเป็นจิตรสำนึกของฉันที่ทับถมจนเกิดเป็นฝัน แต่ก็รู้สึกดีและมีความสุข เวลาในงานผ่านไปสักพัก
พอให้ฉันได้ดื่มด่ำกับแสงสีและบรรยากาศ "ต่อไปจะเป็นการแสดงในค่ำคืนนี้" ปีศาจอ้วนมีหนามแผงคอ
คล้ายกิ้งก่าแผงคอประกาศบนเวทีงาน  เมื่อจบการประกาศปรากฎมีหิมะโปรยปรายลงมา พร้อมกับปีศาจหิมาน้อยใหญ่กำลังพยายามสร้างพื้นงานและบรรยากาศให้กล้ายเป็นเมืองหิมะ ตอนนี้พิ้นคอนกรีนของโรงเรียนได้กล้ายเป็นพื้นหิมะหนาไปแล้ว  "ดีใจนะที่เธอชอบ" ชายในชุดขนสัตว์สีขาว รูปร่างหน้าตาเหมือนในโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเดินมากับไหลฉัน นึกได้ฉันรีบควักโทรศัพท์มือถืออกมาให้เขา เขายิ้มให้ฉันแล้วพูดว่า "เก็บไว้ก่อนซิ พร้อมยิ้มอย่างอ่อนโยน "  เขาบอกกับฉันว่าเขาใกล้จะกลับแล้วดูแลตัวเองด้วยแล้วจะมาหาใหม่.. อ้าวจะไปแล้วหลอ >///< ขอบอกว่าบรรยากาศตอนนั้นฟินมากค่าเเล้ว..ฉันก็จำอะไรไม่ได้แล้ว T^T  โอ้ย! เสียดายจัง สนุกมากค่ะ 
                                                                                    
                                                       หากท่านผู้อ่านงงดิฉันต้องขออภัยด้วยนะคะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ความฝัน วัดปริศนา กับ ผู้ชายปริศนา

สวั 

 วัดปริศนา กับ ผู้ชายปริศนา







                       ฝันในค่ำคืนนี้ของฉันเกิดขึ้นตอนเวลาประมาณตี 5 ฉันฝันว่า ตัวเองอยู่ในวัดโบราณ
         เเห่งหนึ่ง วัดนี้ทำจากไม้เก่าแก่สภาพผุพัง   บรรยากาศอึมคลึมวังเวง ข้างๆกายฉัน
         มีผู้ชายรูปร่างเล็ก   สูงกว่าฉัน   ฉันสูงประมาณ  145   เขาคนนั้นก็สูง
         ประมาณ 160 แต่ฉันไม่รู้จักเขาหลอกค่ะ แต่ดูเหมือนเขาจะรู้จักฉันดีมาก (งง) ใช่ค่ะคนที่ฉัน
        ไม่รู้จักเขาเดินอยู่กับฉัน  เส้นทางข้างหน้ามีโกดังเก็บของเก่าสถาพเป็นไม้ใกล้ผุพัง  ใกล้ๆ
         มีศาลาไม้เก่า ฉันและชายแปลกหน้าเราเดินขึ้นบันไดไปบนศาลาและคุยกันอยู่พักหนึ่ง ซึ่งฉันจำ
        ข้อความนั้นไม่ได้ - -   ในศาลารกมากมีเศษไม้และใบไม้รกไปหมดเหมือนร้างมานานหลายปี
         ภายในนั้นมีตู้หนังสือ กลางศาลามีชุดโต๊ะรับเเขก กองหนังสือ ตู้โชว์เครื่องถ้วยชาม ทั้งหมด
         ทำจากไม้และมีสภาพใกล้ผุพังจนฉนไม่กล้าจับต้อง ฉันกวาดสายตามองไปมุมหนึ่งของศาลา
         มีคนยืนอยู่ เป็นพระหรือคนฉันไม่แน่ใจเพราะในฝันภาพไม่ชัดเจนเท่าไรค่ะ   เขาคนนั้นที่ยืนอยู่
         ไม่ขยับตัวเลย ในฝันเขาพยายามจะสื่อสารกับฉันว่า "เธอมาทำอะไรที่นี่" ฉันรู้สึกขนลุกและไร้
         การต้อนรับ     ฉันจึงหันหน้าไปมองชายปริศนาเพื่อดูถ้าทีว่าเขาจะเอายังไงต่อ เขาเดินลงบันได
         ฉันก็ลงตาม   เมื่อเดินลงสู้พื้นดินฉันเห็นเขาเดินไปที่โกดังเก่าที่เคยเห็นเมื่อก่อนหน้านี้ เราหยุด
         อยู่ที่โกดังหลังที่สามนับจากศาลามา ฉันและเขาเข้าไปในโกดังและเหมือนรออะไรบางอย่างอยู่
         ในโกดังมีของใช้มากมายที่คลุมด้วยผ้าดิบสีขาว สภาพเก่า สักพักฉันได้ยินเสียงสายลมหวีดหวิว             พัดไปมาและแรงขึ้นเรื่อยๆจนทนไม่ไหว      ฉันรีบเดินออกมาจากโกดังพร้อมกับชายแปลกหน้า
         เขาจับมือฉันและพาฉันเดินเร็วขึ้น ในตอนนั้นบรรยากาศรอบตัวฉันมันน่ากลัวมากเสียงสายลมที่               พัดแรงคล้ายเสียงโหยหวนของปีศาจที่ไม่ตัวตน ฉันและเขาเร่งฝีเท้าขึ้นเดินไม่ตามทางเดินเลื่อยๆ 
         จู่ๆก็ปรากฎเส้นทางโค้งข้างหน้าฉัน มันเป็นทางโค้งมีเเสงสว่างเล็กน้อย เมื่อเดินไปเลื่อยๆฉันเห็น           โบสถ์เก่าแก่หลังหนึ่งฉันตัดสินใจว่าจะไปหลบอยู่ในโบสถ์เพราะรู้สึกอุ่นใจกว่า จึงเปิดประตูโบสถ์
         ออกและชวนผู้ชายคนนั้นเข้าไปด้วยกัน แต่เขากลับไม่เข้า ฉันจึงปิดประตูโบสถ์ขังตัวเองไว้ในนั้น
         ภาพในโบสถ์สวยงามอร่ามตา ทั้งโคมไฟ พรมสีแดงสด สภาพภายในโบสถ์ตรงข้างจากข้างนอก             มาก ฉันมองไม่เห็นองค์พระประธานเพราะภาพที่เห็นไม่ชัดเจน ในขณะที่ฉันอยู่ข้างในฉันเป็นห่วง
         ชายปริศนาที่อยู่ข้างนอก  สักพักลมก็หยุดฉันรีบเปิดประตูออกจากโบสถ์ทันที สิ่งที่ฉันเห็นคือความ
         ว่างเปล่าตรงหน้า ฉันไม่รู้จะเดินไปไหน ฉันไม่เห็นชายปริศนา วัดร้าง โกดังหรือแม้แต่เส้นทางที่ฉัน
         เดินมาเมื่อก่อนหน้านี้  - - ความฝันนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ค่ะ ฉันยังยืนอยู่หน้าโบสถ์หันซ้ายหันขวา
         รู้สึกโดดเดี่ยวและวังเวงไร้ซึ่งทางออก สักพักมีหมอกลงจัดจนเริ่มรู้สึกหนาวฉันเริ่มรู้สึกตัว
         " อ้าว ! ไม่ได้ห่มผ้า ก็ว่าทำไมถึงหนาว และความฝันก็ยังทิ้งปริศนาเอาไว้ให้ฉันเช่นเคยทุกวัน"
               ฉันเคยคิดนะคะ ว่าจะมีวันไหนไหมที่นอนลงเเล้วหลับสนิทไม่ฝัน แล้วนอนแบบไม่ฝันมันเป็น
         อย่างไร  ต้องทำอย่างไรถึงไม่ฝัน ทุกวันนี้ฉันก็เหนื่อยมากเวลาตื่นมา เหมือนไม่ได้พักผ่อนอ่อน
         เพลีย ใครมีวิธีแนะนำฉันด้วยเถอะค่ะ   จะขอบคุณมาก  วันนี้ลาแต่เพียงเท่านี้ค่ะสวัสดีค่า
                 
                                                                                                                        

          

วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ความฝันกับเวลาที่ฝัน มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร ?

 ดิฉันเชื่อว่าทุกท่านเคยฝันค่ะ ! รู้หรือไม่ว่าความฝันมีความสัมพันธ์กันเวลาอย่างไร?      

       เมื่อทุกท่านหลับตาลงแล้วในภวังค์แรกนั้นยังไม่ได้เรียกว่าฝัน  ต้องรออีกสักระยะหนึ่งความฝันจึงเริ่มก่อรูปเป็นร่างปรากฎเป็นมโนภาพให้ท่านเห็น ท่านอาจเห็นสถานที่ที่ท่านไม่รู้จักเลย  หรือบุคคลที่ท่านไม่เคยเห็นหน้า แต่เห็นเพียงรูปร่างเสื้อผ้าที่ใส่  แต่เมื่อมานึกหน้าดูอีกทีแล้วกลับนึกไม่ไม่ออกว่าหน้าตาเป็นแบบไหน  ฮ่า ฮ่า เเปลกดีนะคะสิ่งที่เรียกว่าความฝันนี่
 
       เมื่อครั้งแต่โบราณกาล คนในสมัยโบราณท่านได้แบ่งเวลาในการฝันเอาไว้ค่า เรียกว่า ยามเเห่งฝัน
ในค่ำคืนหนึ่งจะเเบ่งออกเป็น 3 ยามด้วยกัน ยามละ 4 ชั่งโมง ได้แก่
1. ยามแรก เรียกว่า ปฐมยาม อ่านว่า ปะ-ถม-มะ-ยาม  ได้กำหนดเวลาตั้งแต่ 18.00 น.  ถึง 21.00 น.
(หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า 6 โมงเย็น จนถึง 3ทุ่ม แต่ในเวลา 6 โมงเย็นหรือช่วงเย็น 4โมง5โมงไม่เเนะนำให้นอนนะคะเพราะถ้าการนอนทับตะวัน หรือนอนตะวันทับตา  เมื่อตื่นมาจะทำให้ปวดหัวค่า  และถ้าหากฝันในเวลาช่วงเย็นๆนี่จะทำให้ฝันร้าย เช่นมีภูตผีมามาทักทายค่า บลื๊ยยยยย T T สำหรับตัวดิฉันแล้ว
ไม่กล้านอนหลับตอนเย็นเลยค่ะ เพราะฝันว่าเห็นผีจริงไรจริง  น่ากลัวมากๆค่าเเถมตื่นมายังปวดหัวจริงด้วย ไม่ทราบว่าใครเป็นกันบ้างคะสยอง T T" ) โบราณท่านกล่าวว่าหากใครฝันยามแรกนี้จะเกิดเหตุการขึ้นจริงภายใน 8 เดือนค่า  ก็ถือว่านานนะคะ



2. ยามกลาง เรียกว่า  มัชฌิมยาม อ่านว่า มัด-ชิ-มะ-ยาม ได้กำหนดเวลาตั้งแต่ 22.00 น. ถึง 02.00 น. 
(หรือตอนเวลา 4 ทุ่ม ถึง ตี 2 ค่า เวลานี้เป็นเวลาทีคนทำงานเช้าหลายๆ คนกำลังหลับสบายกันเลยนะคะ
หากท่านฝันในเวลานี้ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นฝันเฟื่อง เกิดจากความฟุ้งซ่านจากการทำงานมาก เกิดจากความเครียดบ้างและเหตุการอะไรก็ตามแต่ที่มีผลมากระทบกระทั่งจิตรใจค่า) หากท่านฝันในเวลานี้จะเกิดขึ้นจริงภายใน 4 เดือนค่า  แบบที่สองจะเร็วมาหน่อยค่ะ เพราะถ้ายิ่งฝันดึกจะเกิดผลเร็วขึ้นนะคะ ^^

3. ยามหลัง เรียกว่า ปัจฉิมยาม อ่านว่า ปัด-ฉิม มะ-ยาม ได้กำหนดเวลาตั้งเเต่ 02.00 น. ถึง 06.00 น.

(หรือ ตี 2 ถึง 6 โมงเช้านั่นเองค่ะ เวลานี้เป็นเวลาฝันที่ดีที่สุดเลยเพราะมีความเป็นไปได้ที่ฝันจะออกมาเห็นผลได้ชัดเจนและเป็นจริงที่สุด เพราะจากประสบการณ์ฝันทุกวันของดิฉันเเล้ว มันตรงสุดๆไปเลยค่ะ)
ฝันในเวลานี้เกิดขึ้นจริงภายใน  1 เดือนค่าหรืออาจจะเร็วกว่านั้น
 
          สำหรับดิฉันเเล้วความฝันของฉันค่อนข้างมีอิทธิพลกับชีวิตมากพอสมควรเลยค่ะ  เพราะอะไรใช้ไหมคะ?  เพราะมันเกิดเหตุการณ์ขึ้นจิงในเเทบจะทุกครั้งที่ฝัน แต่ว่าไม่ใช้เหมือนเรื่องที่ฝันค่ะ จะเป็นแบบลางบอกเหตุซะเป็นส่วนใหญ่ เช่น ฉันเคยได้ฝันตอนตี4 ฝันว่า อยู่ดีๆฝันหน้าก็หักลงมาหลายซี่มาก แต่ไม่รู้สึกเจ็บ  และฉันเคยได้ยินว่าถ้าฝันว่าฟันหักแปลว่าญาติจะเสีย แต่ตอนนั้นฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะคิดว่ามันอาจไม่จริง  แต่เเล้วไม่นานเพียง 2 อาทิตย์ญาติฉันก็เสียจริงๆค่ะ และยังมีเหตุการณ์ฝันอีกมากมาย  ทั้งเกี่ยวกับลางสังหรณ์แปลกๆ และกับญาติผู้ล่วงลับไปแล้วที่มักจะฝันทุกวันโกน และวันพระ
ฮ่า ฮ่า  ฉันไม่รู้หลอกค่ะว่าทุกท่านฝันทุกวันเหมือนฉันรึป่าว  ความฝันฉันแต่ละวันมีหลายรสชาติค่ะ
    บางวันสนุก  บางวันเศร้า บางวันน่ากลัว  ในคืนหนึ่งอาจจะฝันหลายฝันทับซ้อนกัน  ต่างก็บอกเรื่องราวมากมาย จนในปัจจุบัน  ฉันเหมือนเป็นสื่อกลางให้กับญาติๆ และใครอีกหลายๆคนที่อยู่รอบตังฉัน  ตอนเรียนอยู่มหาลัยกับเพื่อนๆ  ฉันฝันว่าญาติของเพื่อนพยายามมาสือสารในความฝันฉันค่ะ  ฮ่า  ฮ่า  ฮ่า  จริงๆแล้วมันอาจดูแย่ในบางครั้งนอกจากจะฝันเห็นแล้ว ฉันยังรับความรู้สึกพวกเขาได้ด้วยค่ะ   มันเป็นเรื่องปวดหัวของฉันที่คนอื่นยากที่จะเข้าใจ บางครั้งทำให้ฉันเศร้าและประสาทเสีย  แต่ว่าฉันก็ชินกับมันแล้วค่ะ เพราะเป็นตั้งแต่เกิด   และบางทีก็ไม่กล้าเล่าให้ใครฟังเพราะกลัวจะโดนว่า "ว่าบ้า" แต่ตอนนี้ฉันกล้าแล้วหล่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า  ก็มันเป็นจริงนี่คะ พวกเขาที่ฉันฝันสื่อสารกับฉันได้ แต่ไม่ใช่จะทุกคนนะคะ คุณอย่าคิดว่าจะสื่อได้กับวิญญาณทุกคนเสมอไป  มันอาจจะเป็นช่วงเวลา จิตสำนึกหรืออะไรฉันก็ไม่ทราบค่ะ เพราะยังหาคำตอบไม่ได้ แต่มันเกิดขึ้นจริง  และฉันก็รู้สึกดีใจที่มีโอกาศเป็นสื่อกลางให้กับพวกเขา
        " แล้วพวกท่านหล่ะ" มีประสบการณ์อะไรบ้างมาเล่าสู่กันฟังนะคะ  แรกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน  ดิฉันจะได้เล่าประสบการณ์ให้ฟังบ้าง ขอบคุณทุกท่านที่อ่าน เขียนผิดอ่านเเล้วงงบ้างต้องขออภัยด้วยนะคะดิฉันเพิ่งฝึกเขียนค่ะ
- อย่าลืมแสดงความคิดเห็น
- มีเหตุการณ์ความฝันเวลาฝันเล่าสู่กันฟังได้ค่ะ
     

อะไรอยู่ในบ้าน               หลายคนอาจเคยเห็นสถานที่รถร้างหลายแห่ง เช่น บ้านร้าง อาคารร้าง โรงเเรม แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าสถานที่รถร้างเหล...